สถานการณ์จำลองความเสียหายของเมืองเชียงใหม่ต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหว เพื่อการเตรียมพร้อมรับภัยแผ่นดินไหวและตัวอย่างรูปแบบการจัดการภัยแผ่นดินไหว


สถานการณ์จำลองความเสียหายของเมืองเชียงใหม่ต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหว
เพื่อการเตรียมพร้อมรับภัยแผ่นดินไหวและตัวอย่างรูปแบบการจัดการภัยแผ่นดินไหว

(Earthquake Damage Scenarios of Chiang Mai City for Seismic Risk Preparedness
and an Example of Seismic Risk Management)

ผศ.ดร.ชยานนท์   หรรษภิญโญ

ภาควิชาวิศวกรรมโยธา

 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

1.  ทั่วไป

ความเสี่ยงภัยจากแผ่นดินไหวในเขตเมืองนั้นได้เพิ่มขึ้นโดยตลอดทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากการเติบโตของเมืองอย่างรวดเร็วทำให้ขาดการวางแผน ขาดทรัพยากรที่สนับสนุนการเจริญเติบโตของเมืองดังกล่าว  ขาดมาตรฐานข้อกำหนดการออกแบบและก่อสร้างอาคาร  การใช้พื้นที่  หรือ ขาดกลไกเพื่อการบังคับข้อกฎเกณฑ์ต่างๆ  และที่สำคัญคือ  ขาดการตื่นตัวของชุมชน  และด้วยธรรมชาติของการเกิดแผ่นดินไหวเองที่มิได้เกิดขึ้นบ่อย  โดยที่แผ่นดินไหวขนาดใหญ่อาจมีคาบเวลาการเกิดซ้ำระหว่าง 200-1,000 ปี  ทำให้คนโดยทั่วไปที่แม้แต่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง  กลับมีความเข้าใจที่ผิดว่ามิได้มีความเสี่ยงดังกล่าว  แต่หากเกิดเหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในเมืองคราใด จะทำให้เกิดความเสียหายโดยตรงจากเหตุแผ่นดินสั่นไหว ได้แก่ การพังทลายของสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งอาจนำไปสู่ภัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้  เช่น ไฟไหม้  อุบัติเหตุบนท้องถนน  น้ำท่วม  ดินถล่ม  เป็นต้น  ทั้งนี้ ผลดังกล่าวก็จะส่งผลอย่างรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน หากมิได้มีมาตรการเพื่อรับมือที่ดีพอ

แนวโน้มต่อการจัดการความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ  รวมทั้งภัยจากแผ่นดินไหวของโลกในศตวรรษที่ 21 จะเป็นลักษณะการจัดการเพื่อการเตรียมพร้อม (Preparedness) มากกว่า การจัดกลยุทธ์เพื่อการฟื้นฟูภายหลังเกิดภัย (Recovery Strategy)  ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดการความเสี่ยงดำเนินไปอย่างมีประสิทธิผล รูปแบบของการจัดการ (Risk Management Model) จะต้องมีการพิจารณาเพื่อให้เกิดความลงตัวและเหมาะสมกับการนำไปปฏิบัติ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันในแต่ละเมือง หรือท้องถิ่นขึ้นอยู่กับสภาพทางเทคนิค   สังคม   และ สิ่งแวดล้อมเฉพาะตัวของเมืองนั้นๆ

จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นเมืองที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา   ความหนาแน่นของประชากร รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ได้เพิ่มขึ้นอย่างกระจุกตัวในบริเวณเมือง ทำให้เกิดการก่อสร้างอาคารสาธารณูปโภคประเภทต่างๆ มากมาย ทั้งประเภทที่อยู่อาศัย  และอาคารที่ชุมนุมคน  ถนน  ระบบการประปา  การระบายน้ำเสีย ระบบการสื่อสาร  ไฟฟ้า  ระบบการชลประทาน เป็นต้น   โดยจะสังเกตเห็นได้ถึงการเจริญเติบโตที่ผ่านมาของเมืองเชียงใหม่จะเป็นการขยายความเจริญพื้นที่ออกทางแนวราบ  จนกระทั่งขนาดของเมืองเชียงใหม่ได้ขยายเชื่อมถึงเมืองบริวารโดยรอบ  และอาจคาดการณ์ได้ว่า  ในอนาคตอันใกล้จะพบการขยายตัวเพิ่มทางแนวสูง  อาคาร และสิ่งปลูกสร้างจะมีระดับความสูงมากขึ้น  ดังที่ได้เห็นเป็นตัวอย่างจากการเจริญเติบโตของกรุงเทพมหานคร  พร้อมกับมีผลงานวิจัยที่บ่งบอกได้ว่า  พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ รวมทั้งจังหวัดเชียงใหม่มีโอกาสที่จะเผชิญต่อภัยแผ่นดินไหวในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ในอนาคตได้ ดังเช่นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2549  ซึ่งเกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.1 ริกเตอร์ และวันที่ 19 มิถุนายน 2550 ซึ่งเกิดแผ่นดินไหวขนาด 4.5 ริกเตอร์  ที่เคยทำให้คนเชียงใหม่ตื่นตระหนกมาแล้ว   รวมทั้งการสั่นสะเทือนในระดับต่ำๆ ซึ่งเป็นระดับที่ผู้คนไม่สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน  เหตุแผ่นดินไหวขนาดกลางถึงต่ำๆเหล่านี้  ถือเป็นสัญญาณที่คอยเตือนอยู่ตลอดว่า  พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มีความเสี่ยง และเพียงแต่รอคอยถึงวันที่จะเกิดการสั่นที่รุนแรงกว่าในอนาคต

การศึกษานี้ ได้ทำการประเมินความเสียหายและจำลองสถานการณ์ต่อการเกิดแผ่นดินไหวในระดับความรุนแรงต่างๆที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ในพื้นที่เทศบาล  จังหวัดเชียงใหม่   โดยการพิจารณาปัจจัยเนื่องจากความรุนแรงของแผ่นดินไหว  และคุณสมบัติของดินต่อการตอบสนองของอาคาร  ผลการศึกษาได้นำเสนอโดยโปรแกรมระบบภูมิศาสตร์สาระสนเทศ (GIS)  ผลการศึกษาที่ได้จะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ปกครองเมืองสำหรับการจัดการความเสี่ยงต่อภัยแผ่นดินไหวสำหรับเมืองเชียงใหม่ที่มีประสิทธิภาพ  และใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการสื่อสารสู่ชมชนต่อไป

 

2.  ข้อมูลทั่วไปของเทศบาลนครเชียงใหม่

เทศบาลนครเชียงใหม่   เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากทั้งหมด 11 แห่ง ของอำเภอเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหาร ศูนย์กลางธุรกิจ และวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นเมืองที่มีความเจริญมากที่สุดของจังหวัดและของภาคเหนือ   อำเภอเมืองเชียงใหม่แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 16 ตำบล 78 หมู่บ้าน   โดยเทศบาลนครเชียงใหม่ มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 40.216 ตารางกิโลเมตร   ครอบคลุมพื้นที่ 14 ตำบลของอำเภอเมืองเชียงใหม่ ได้แก่ ตำบลศรีภูมิ พระสิงห์ หายยา ช้างม่อย ช้างคลาน วัดเกต และป่าตันทั้งตำบล และยังครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลช้างเผือก สุเทพ ป่าแดด หนองหอย ท่าศาลา หนองป่าครั่ง และฟ้าฮ่าม

เทศบาลนครเชียงใหม่มีประชากรทั้งหมดรวมประมาณ 146,346 คน เป็นชาย 67,958 คน และหญิง 78,388 คน  โดยทั้งจังหวัดเชียงใหม่  มีประชากรรวม  1,670,317  คน แบ่งเป็นชาย 819,750 คน และหญิง 850,567 คน   และจำนวนประชากรทั่วประเทศ 31,255,869 คน  เป็นชายจำนวน 32,133,861 คน  และเป็นหญิง 63,389,730 คน (รายงานสถิติจำนวนประชากร และบ้าน ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย) 

ด้านการปกครอง  นครเชียงใหม่แบ่งเขตพื้นที่การปกครอง ออกเป็น 4 แขวง ดังแสดงในรูปที่ 1 ได้แก่

1)    แขวงกาวิละ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลฟ้าฮ่าม  ตำบลวัดเกต  ตำบลหนองป่าครั่ง  ตำบลท่าศาลา และตำบลหนองหอย  รวมพื้นที่ทั้งหมด  12.44  ตารางกิโลเมตร

2)    แขวงนครพิงค์  ครอบคลุมพื้นที่ตำบลป่าตัน  ตำบลช้างม่อย  ตำบลช้างเผือก (บางส่วน) และตำบลศรีภูมิ (บางส่วน) รวมพื้นที่ทั้งหมด  11.15  ตารางกิโลเมตร

3)    แขวงศรีวิชัย  ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสุเทพ  ตำบลช้างเผือก (บางส่วน)  ตำบลศรีภูมิ (บางส่วน) และตำบลพระสิงห์ (บางส่วน)  รวมพื้นที่ทั้งหมด  9.74  ตารางกิโลเมตร

4)    แขวงเม็งราย  ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหายยา  ตำบลช้างคลาน  ตำบลป่าแดด และตำบลพระสิงห์ (บางส่วน)  รวมพื้นที่ทั้งหมด  7.00  ตารางกิโลเมตร  

 

map

 

รูปที่ 1 การแบ่งเขตการปกครองของเทศบาลนครเชียงใหม่ (http://www.cmcity.go.th)

3. การวิเคราะห์ความเสียหายเนื่องจากแผ่นดินไหวของเมืองเชียงใหม่

ในการวิเคราะห์ความเสียหายเนื่องจากแผ่นดินไหว   จำเป็นต้องทำการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องที่สำคัญ 3 ส่วนคือ

  1. ข้อมูลด้านภัยแผ่นดินไหวในพื้นที่ศึกษา  
  2. ข้อมูลด้านอาคารสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ศึกษา  และ
  3. ข้อมูลสภาพชั้นดินในพื้นที่ศึกษา

หลังจากนั้นจะนำข้อมูลทั้งหมดมาทำการวิเคราะห์เพื่อประเมินความเสียหายของอาคารที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว  โดยทำการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ซึ่งอาศัยโปรแกรมที่สามารถจัดการระบบฐานข้อมูลที่เป็นตัวแปรตามระบบพิกัดเชิงภูมิศาสตร์  รูปที่ 2 แสดงขั้นตอนการวิเคราะห์ 

 

3.1 พื้นที่ศึกษา

เขตพื้นที่ที่ได้ทำการศึกษา  เป็นบริเวณพื้นที่เขตเทศบาลนครเชียงใหม่  รวมพื้นที่วิเคราะห์ทั้งหมดคิดเป็น   40.216   ตารางกิโลเมตร   พื้นที่ทั้งหมดเมื่อแบ่งตามเขตการปกครองจะสามารถจำแนกได้เป็น 4 แขวง ได้แก่ แขวงกาวิละ แขวงนครพิงค์  แขวงศรีวิชัย  และแขวงเม็งราย  หากจำแนกพื้นที่ออกเป็นตำบลจะมีทั้งหมด 14 ตำบล    พื้นที่ศึกษาได้ถูกแบ่งออกเป็นพื้นที่ย่อยตามลักษณะภูมิศาสตร์โดยอาศัยแนวถนนหลักเป็นเส้นแบ่งที่สำคัญ  คิดเป็นพื้นที่ย่อยทั้งหมด 61 เขตพื้นที่  รูปที่ 3 แสดงพื้นที่ย่อยเพื่อทำการวิเคราะห์

 

3.2 ข้อมูลอาคารในเขตเทศบาลเชียงใหม่

                ข้อมูลอาคารในพื้นที่ศึกษา ได้ทำการรวบรวมและจำแนกประเภทตามลักษณะของระบบโครงสร้างอาคารและการใช้อาคารตามระเบียบวิธีเช่นเดียวกับการวิเคราะห์โดยวิธี HAZUS  โดยผลการวิเคราะห์ข้อมูลอาคารแสดงดังตารางที่ 1  และรูปที่ 4…ทั้งนี้อาคารในเชียงใหม่ในบริเวณพื้นที่การศึกษา สามารถจำแนกลักษณะของระบบโครงสร้าง ได้เป็น 11 กลุ่ม ดังนี้

1. ระบบโครงเฟรมคอนกรีตเสริมเหล็กระดับความสูงต่ำ (C1L: Low-rise reinforced concrete frame)

2. ระบบโครงเฟรมคอนกรีตเสริมเหล็กระดับความสูงมาก (C1H: High-rise reinforced concrete frame)

3. ระบบโครงเฟรมคอนกรีตเสริมเหล็กระดับความสูงต่ำและมีกำแพงอิฐไม่เสริมเหล็กในช่วงเสา (C3L: Low-rise reinforced concrete frame with unreinforced masonry infill walls)

 

 

รูปที่ 2 ขั้นตอนการวิเคราะห์ความเสียหายจากแผ่นดินไหว

 

 

รูปที่ 3 พื้นที่ย่อยเพื่อทำการวิเคราะห์จำนวน 61 พื้นที่

4. ระบบโครงเฟรมคอนกรีตเสริมเหล็กระดับความสูงปานกลางและมีกำแพงอิฐไม่เสริมเหล็กในช่วงเสา (C3M: Medium-rise reinforced concrete frame with unreinforced masonry infill walls)

5. ระบบโครงเฟรมคอนกรีตเสริมเหล็กระดับความสูงมากและมีกำแพงอิฐไม่เสริมเหล็กในช่วงเสา (C3H: High-rise reinforced concrete frame with unreinforced masonry infill walls)

6. ระบบโครงต้านโมเมนต์เหล็กความสูงระดับต่ำ (S1L: Low-rise steel moment frame)

7. ระบบโครงต้านโมเมนต์เหล็กขนาดเล็ก (S3: Steel light frame)

8. ระบบผนังอิฐก่อชนิดรับแรงอัดไม่เสริมเหล็กความสูงระดับต่ำ (URML: Low-rise

unreinforced masonry bearing walls)

9. ระบบผนังอิฐก่อชนิดรับแรงอัดไม่เสริมเหล็กความสูงระดับปานกลาง (URMM: Medium-rise unreinforced masonry bearing walls)

10. ระบบโครงไม้ขนาดเล็ก (W1: Wood, light frame)

11. ระบบโครงไม้ขนาดใหญ่กว่าชนิด W1 (W2: Wood, Commercial and Industrial)

 

เมื่อพิจารณาตารางที่ 1 และรูปที่ 4 จะเห็นได้ว่า  โดยส่วนใหญ่อาคารในพื้นที่ศึกษามีระบบโครงสร้างในกลุ่ม ระบบโครงเฟรมคอนกรีตเสริมเหล็กระดับความสูงต่ำและมีกำแพงอิฐไม่เสริมเหล็กในช่วงเสา (C3L)  และเป็นประเภทการใช้อาคารในกลุ่มที่พักอาศัย (RES) รูปที่ 5 แสดงการกระจายและความหนาแน่นของอาคาร (พื้นที่อาคารตารางเมตรต่อพื้นที่วิเคราะห์ตารางกิโลเมตร)

 

ตารางที่ 1 อาคารในพื้นที่ศึกษา (จำนวนหลัง)

ประเภทใช้สอย

กลุ่มระบบโครงสร้าง

รวม

C1H

C1L

C3H

C3L

C3M

S1L

S3

URML

URMM

W1

W2

AGR

 

 

 

268

3

1

5

 

 

35

2

314

COM

 

71

24

9460

971

13

178

78

7

393

21

11216

EDU

1

16

14

1599

365

 

6

14

1

66

8

2090

GOV

 

7

1

1036

20

 

4

3

 

88

9

1168

IND

 

6

2

144

13

1

2

1

 

5

2

176

REL

 

8

 

1454

13

 

1

46

3

295

4

1824

RES

14

9

35

31560

1275

1

7

87

3

4241

48

37280

รวม

15

117

76

45521

2660

16

203

229

14

5123

94

54068

 

รูปที่ 4 การจำแนกอาคารในพื้นที่ศึกษา

 

รูปที่ 5 การกระจายความหนาแน่นของอาคาร (พื้นที่อาคารตารางเมตรต่อตารางกิโลเมตร)
และตำแหน่งอาคารที่มีความสำคัญ  ได้แก่ โรงเรียน  สถานีตำรวจ  โรงพยาบาล  สถานดับเพลิง   หน่วยฉุกเฉิน

3.3 กลุ่มประเภทดินในพื้นที่ศึกษา

ความเร่งของการสั่นสะเทือนที่เดินทางมาจากแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวจะแปรเปลี่ยนไปตามสภาพชั้นดินของพื้นที่ที่ทำการศึกษา   ตามวิธีการวิเคราะห์โดย HAZUS ได้พิจารณาผลดังกล่าวโดยอาศัยตัวคูณในการขยายการสั่นสะเทือน (Amplification factor) ตามประเภทดิน 6 กลุ่ม (กลุ่มดิน  A, B, C, D, E, F) การศึกษานี้  ได้ พิจารณาลักษณะของชั้นดินจากจำนวนการทดสอบการตอก SPT เฉลี่ยในสนามที่ระดับความลึก 30 เมตร  โดยได้ค่า การทดสอบตำแหน่งต่างๆ ดังแสดงในรูปที่ 6

ผลการทดสอบจะมีค่า SPT เฉลี่ยอยู่ระช่วงที่สามารถจัดประเภทเป็นดินกลุ่ม D เป็นส่วนใหญ่  และมีข้อมูลบางตำแหน่งมีดินประเภทกลุ่ม C หรือ E   ดังนั้น  ในการวิเคราะห์นี้  จึงสมมติให้สภาพดินของพื้นที่ศึกษามีลักษณะเป็นดินกลุ่ม D ทั้งหมด

 

4 การประเมินความเสียหายของอาคาร

4.1 หลักการโดยสังเขป

เนื่องจากอาคารในพื้นที่วิเคราะห์โดยส่วนใหญ่สร้างในช่วงก่อนที่จะมีกฎหมายบังคับการออกแบบเพื่อต้านทานแรงแผ่นดินไหว   หรือ อาคารโดยส่วนใหญ่ไม่เข้าข่ายที่ต้องพิจารณาให้ต้องออกแบบ   รวมทั้ง ความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย   การศึกษานี้  จึงพิจารณาให้อาคารที่ทำการวิเคราะห์มีการออกแบบและก่อสร้างตามข้อกำหนดในระดับก่อนข้อกำหนด (Pre-Code Seismic design level) ดังแสดงในภาคผนวก ก.

จากค่าเสปรคตรัมการเคลื่อนที่ที่ประเมินได้จากจุดตัดระหว่างเส้นโค้งสมรรถภาพ(Capacity curve) และ เส้นเสปรคตรัมการตอบสนองที่ปรับค่าตามความหน่วงที่เป็นจริง   ได้นำมาหาระดับความเสียหายของอาคารจากเส้นโค้งความแตกหัก (Structural fragility curve) ที่มีระดับความเสียหายต่างๆ  รูปที่ 7-9  แสดงตัวอย่างการคำนวณระดับความเสียหายของอาคาร W1

 

 

รูปที่ 6 ค่า SPT เฉลี่ยของชั้นดินความลึก 30 เมตร ในพื้นที่ศึกษา

 

การตอบสนองของการเคลื่อนที่จากจุดตัดของเส้นโค้งทั้งสอง

เส้นสเปรคตรัมการตอบสนอง

เส้นโค้งสมรรถนะ

 

 

รูปที่ 7  การตอบสนองของการเคลื่อนที่  (Sd) จากจุดตัดของเส้นโค้งสมรรถภาพ(Capacity curve) และ เส้นเสปรคตรัมการตอบสนองที่ปรับค่าตามความหน่วงที่เป็นจริง

Text Box: ความน่าจะเป็น

 

รูปที่ 8  ความน่าจะเป็นสะสมของระดับความเสียหายต่างๆ

 

รูปที่ 9  ความน่าจะเป็นของระดับความเสียหายต่างๆ

 

4.2 การสมมติเหตุการณ์แผ่นดินไหว

งานศึกษานี้   ได้พิจารณาสมมติเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่มีแหล่งกำเนิดในระยะใกล้  ซึ่งจากข้อมูลทางธรณีวิทยาที่เกี่ยวข้องกับรอยเลื่อนซึ่งสามารถคาดได้ว่าเป็นแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว   และจากข้อมูลหลักฐานเหตุการณ์แผ่นดินไหวในอดีตที่แสดงขนาดและตำแหน่งของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ศึกษา  การวิเคราะห์จึงได้ทำการกำหนดเหตุการณ์แผ่นดินไหวสมมติ  2 เหตุการณ์ ดังนี้

                เหตุการณ์สมมติที่ 1: เป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่มีขนาด  6  ริกเตอร์   โดยมีแหล่งกำเนิดในทิศเหนือของเทศบาลเชียงใหม่  วัดระยะห่างจากใจกลางเมืองเชียงใหม่  (นับบริเวณกลางคูเมืองเก่า  เป็นตำแหน่งอ้างอิง)  เท่ากับ   11.361 กิโลเมตร อยู่ในเขตตำบลแม่สา อำเภอแม่ริม มีค่าพิกัดตำแหน่ง X = 497,174 Y = 2,088,351

                เหตุการณ์สมมติที่ 2: เป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่มีขนาด  6  ริกเตอร์   โดยมีแหล่งกำเนิดในทิศเหนือของเทศบาลเชียงใหม่เช่นกันกับเหตุการณ์สมมติที่ 1  วัดระยะห่างจากใจกลางเมืองเชียงใหม่  (นับบริเวณ

กลางคูเมืองเก่า  เป็นตำแหน่งอ้างอิง)  เท่ากับ  4.016 กิโลเมตร  เป็นตำแหน่งในเขตตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่  หรือ เป็นตำแหน่งพิกัด  X = 500,756 Y = 2,080,606    

                เมื่อนำเหตุการณ์แผ่นดินไหวสมมติทั้ง 2 เหตุการณ์ มาประมาณค่าความเร่งของพื้นดินในบริเวณพื้นที่ศึกษา  จะสามารถแสดงความเข้มข้นของความเร่งของทั้งสองเหตุการณ์ได้ดังรูปที่ 10  สำหรับเหตุการณ์สมมติที่ 1   และ รูปที่ 11  สำหรับเหตุการณ์สมมติที่ 2  

รูปที่ 10 ค่าความเร่งของพื้นดินในบริเวณพื้นที่ศึกษาสำหรับเหตุการณ์สมมติที่ 1

แสดงเป็นจำนวนเท่าของความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วง (g)

 

 

 

รูปที่ 11 ค่าความเร่งของพื้นดินในบริเวณพื้นที่ศึกษาสำหรับเหตุการณ์สมมติที่ 2

แสดงเป็นจำนวนเท่าของความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วง (g)

 

4.3 การวิเคราะห์ความเสียหาย

4.3.1 สถานการณ์แผ่นดินไหวจำลองเหตุการณ์ที่ 1

 

รูปที่ 12 การกระจายความเสียหายของอาคารในระดับพังทลาย (Complete) ในเขตเทศบาลเชียงใหม่คิดเป็นพื้นที่อาคารที่เสียหายต่อพื้นที่วิเคราะห์ (ตร.ม. ต่อ ตร.กม.) ในสถานการณ์แผ่นดินไหวจำลองเหตุการณ์ที่ 1

 

4.3.2 สถานการณ์แผ่นดินไหวจำลองเหตุการณ์ที่ 2

 

รูปที่ 13 การกระจายความเสียหายของอาคารในระดับพังทลาย (Complete) ในเขตเทศบาลเชียงใหม่คิดเป็นพื้นที่อาคารที่เสียหายต่อพื้นที่วิเคราะห์ (ตร.ม. ต่อ ตร.กม.) ในสถานการณ์แผ่นดินไหวจำลองเหตุการณ์ที่ 2

                จากเหตุการณ์สมมติที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่มีขนาด  6  ริกเตอร์   โดยมีแหล่งกำเนิดในทิศเหนือของเทศบาลเชียงใหม่  ในเขตตำบลแม่สา อำเภอแม่ริม  มีระยะห่างจากเมืองเชียงใหม่ประมาณ 11.4 กิโลเมตร  และเขตตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่  มีระยะห่างจากเมืองเชียงใหม่ประมาณ 4 กิโลเมตร  ตามลำดับ  รูปที่ 12 และ 13 ข้างต้น  แสดงความเสียหายที่ระดับรุนแรง (Complete) มีหน่วยเป็นพื้นที่อาคารที่เสียหายต่อพื้นที่วิเคราะห์ (ตร.ม. ต่อ ตร.กม.) ของกลุ่มอาคารประเภทต่างๆ ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองเชียงใหม่  จากเหตุการณ์สมมติทั้งสอง จะเห็นได้ว่า    โดยภาพรวมพบว่า  ความเสียหายจะกระจุกแน่นอยู่ในบริเวณกลางเมือง  ทั้งในคูเมืองและบริเวณโดยรอบ   และส่วนใหญ่จะอยู่ทางฝั่งทิศตะวันตกของแม่น้ำปิง   พื้นที่ความเสียหายจะมีความหนาแน่นในบริเวณคูเมืองด้านนอกทางด้านทิศตะวันตก  หรือ เป็นตำแหน่งของส่วนโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่  และศูนย์การค้าเซ็นทรัลกาดสวนแก้ว  รวมทั้ง ด้านตะวันออกของเมืองติดริมแม่น้ำปิงซึ่งเป็นตำแหน่งบริเวณตลาดกลางคืน (ไนท์พลาซ่า)  โดยพื้นที่ดังกล่าวจะมีความหนาแน่นของอาคารที่เสียหายในระดับรุนแรงประมาณ  4- 5 แสน  ตร.ม./พื้นที่ ตร.ม.  หรือ คิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่ทั้งหมด (เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่อาคารดังแสดงในรูปที่ 5)  สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวจำลองที่ 1   และ หากเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวจำลองที่ 2  พื้นที่ดังกล่าวจะมีความหนาแน่นของอาคารที่เสียหายในระดับรุนแรงประมาณ  7 แสน  - 1 ล้าน ตร.ม./พื้นที่ ตร.ม. หรือ ประมาณ ประมาณร้อยละ 70 ของพื้นที่ทั้งหมด

 

5. การประเมินระดับการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิต

ในบทนี้ จะได้กล่าวถึงการประมาณระดับการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิต   โดยสมมติให้เป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กับความเสียหายของอาคาร   ในเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่รุนแรงทีทำให้เกิดความเสียหายของอาคารมากจะทำให้ปริมาณระดับการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตมากตามไปด้วย  โดยการประมาณนี้จะพิจารณาเฉพาะที่เป็นผลมาจากความเสียหายของส่วนโครงสร้างอาคาร  ไม่รวมถึงกรณีต่างๆ เช่น การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนน   ไฟไหม้ที่เป็นผลตามมา โรคหัวใจ  หรือโรคอื่นๆที่เป็นผลกระทบตามมา  เป็นต้น   การประมาณแบ่งออกเป็นระดับต่างๆ ดังแสดงในตารางที่ 2

ในการประมาณจะต้องนำระดับความเสียหายของอาคารตามเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่สมมติ ดังแสดงในบทที่ 4  มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลการกระจายของจำนวนประชากร (ตามระยะเวลาต่างๆ) พร้อมกับสมมติเวลาของการเกิดเหตุแผ่นดินไหวด้วย  ซึ่งโดยทั่วไปจะกำหนดเวลาการเกิดที่แตกต่างกันตามกิจกรรม ดังนี้

1. เวลา 2:00 น. เป็นช่วงเวลาสำหรับพักผ่อน

2. เวลา 14:00 น. เป็นช่วงเวลาทำงาน

ตารางที่ 2 ระดับการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิต

ระดับ

คำอธิบาย

ระดับ 1

การบาดเจ็บในระดับที่ต้องได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น การเคล็ดตามจุดต่างๆ   เกิดบาดแผลฉีกขนาดเล็กน้อยที่อาศัยเพียงผ้าปิด   ผิวหนังถูกเผาเล็กน้อย   การกระแทกของศีรษะที่ยังคงมีสติ

ระดับ 2

การบาดเจ็บในระดับที่ต้องได้รับการพยาบาลด้วยขั้นตอนและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่นX-rays หรือ การผ่าตัด แต่ไม่มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียชีวิต  เช่น กระดูกของชิ้นส่วนใดๆแตกหัก   ภาวะขาดน้ำ   ผิวหนังถูกเผาในระดับรุนแรงปานกลาง   การกระแทกของศีรษะที่ทำให้มีอาการมึนงง

ระดับ 3

การบาดเจ็บในระดับที่ต้องมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันที เช่น  การสูญเสียเลือดอย่างรุนแรง   การบาดเจ็บของอวัยวะภายใน   การถูกบดทับอย่างแรง  

ระดับ 4

การเสียชีวิตทันที

 

 

5.2 การกระจายของประชากร

ในแต่ละเขตพื้นที่ย่อย  จะทำการประมาณจำนวนประชากรโดยแยกออกเป็น 6 กลุ่ม ตามลักษณะการใช้ของอาคาร ดังนี้

ประชากรในอาคารที่พักอาศัย

ประชากรในอาคารพาณิชย์

ประชากรในสถานศึกษา

ประชากรในอาคารอุตสาหกรรม

ประชากรที่กำลังอยู่บนถนน

ประชากรในอาคารโรงแรม

 

                การกระจายของประชากรในเขตเทศบาลเชียงใหม่  แสดงในรูปที่ 14

 

รูปที่ 14 (ก) การกระจายของจำนวนประชากรในช่วงกลางวัน (14:00 น.)ในเขตเทศบาลเมืองเชียงใหม่

 

รูปที่ 14 (ข) การกระจายของจำนวนประชากรในช่วงกลางคืน (2:00 น.)

ในเขตเทศบาลเมืองเชียงใหม่

 

5.3 ความน่าจะเป็นของการกระจายของความสูญเสีย

การคำนวณการบาดเจ็บและส่วนเสียชีวิตที่กระจายไปตามส่วนพื้นที่ต่างๆจะอ้างอิงกับระดับความเสียหายของอาคารที่ได้ทำการประเมินในบทที่ 4 ก่อนหน้านี้   (ระดับความเสียหายเสียหายเล็กน้อย (Slight damage) (2) เสียหายปานกลาง (Moderate)  (3) เสียหายรุนแรง (Extensive)และ (4) สมบูรณ์หรือพังทลาย (Complete หรือ Collapse)

ในการประมาณนั้น   อัตราการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตที่เกิดขึ้นจากความเสียหายของอาคารในประเภทต่างๆค่อนข้างจะใกล้เคียงกันเมื่อระดับความรุนแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้นในระดับเล็กน้อย   แต่หากระดับความเสียหายอาคารรุนแรงมากขึ้นอัตราบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตที่เกิดขึ้นจากอาคารประเภทต่างกันจะให้ค่าที่แตกต่างกันไป  ทั้งนี้เนื่องจาก  ที่ระดับความเสียหายเล็กน้อย  การบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตมักจะเกิดจากความเสียหายของส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้าง  ซึ่งจะไม่ค่อยมีความแตกต่างกันในรายละเอียดระหว่างกลุ่มประเภทโครงสร้างอาคารที่ต่างกัน  การประมาณจะอาศัยอัตราการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตที่เกิดขึ้น ดังนี้ (การสูญเสียที่เกิดในอาคาร)

·       อัตราการสูญเสียจากความเสียหายของอาคารในระดับ เสียหายเล็กน้อย เสียหายปานกลาง และเสียหายรุนแรง

·       อัตราการสูญเสียจากความเสียหายของอาคารในระดับสมบูรณ์แต่ไม่พังทลาย

·       อัตราการสูญเสียจากความเสียหายของอาคารในระดับสมบูรณ์และพังทลาย

·       อัตราการสูญเสียจากความเสียหายของอาคารในระดับสมบูรณ์

 

                ในการคำนวณ จะพิจารณาแผนภูมิต้นไม้ของเหตุการณ์ (Events tree diagram)  โดยเริ่มจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่สมมติเป็นเหตุ  ตามด้วยเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ต่างๆที่เป็นผลตามมาที่ส่งผลต่อการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิต  จากแผนภูมิในตำแหน่งของโหนด (Node of the tree)จะแสดงคำตอบที่เป็นเหตุผลถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น (Node branching) โดยจำนวนคำตอบก็คือ จำนวนเหตุการณ์ที่เป็นผล (Branch) และในแต่ละเหตุการณ์จะกำหนดค่าความน่าจะเป็นของเหตุการณ์นั้น  รูปที่ 15  แสดงแผนภูมิต้นไม้ของเหตุการณ์ตัวอย่างเพื่อการคำนวณจำนวนผู้ใช้อาคารที่ “เสียชีวิต” จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่สมมติขึ้นเหตุการณ์หนึ่ง

 

 

 

รูปที่ 15 แผนภูมิต้นหมาย (เฉพาะกรณีเหตุการณ์ที่ “เสียชีวิต”)

 

5.4 ผลการวิเคราะห์ประเมินการสูญเสียชีวิต

                การวิเคราะห์จำลองสถานการณ์แผ่นดินไหว 2 เหตุการณ์ ดังที่ได้กล่าวข้างต้น  ในการประเมินการสูญเสียชีวิตในเขตพื้นที่เมืองเชียงใหม่   ได้ผลดังแสดงดังนี้

                รูปที่ 16 กรณีแผ่นดินไหวเหตุการณ์ 1 (ศูนย์กลาง อ.แม่ริม) . เวลา 14:00 น. เป็นช่วงเวลาทำงาน

                รูปที่ 17 กรณีแผ่นดินไหวเหตุการณ์ 2 (ศูนย์กลาง ต.ฟ้าฮ่าม) . เวลา 14:00 น. เป็นช่วงเวลาทำงาน

                รูปที่ 18 กรณีแผ่นดินไหวเหตุการณ์ 1 (ศูนย์กลาง อ.แม่ริม) . เวลา 2:00 น. เป็นช่วงเวลาสำหรับพักผ่อน

                รูปที่ 19 กรณีแผ่นดินไหวเหตุการณ์ 2 (ศูนย์กลาง ต.ฟ้าฮ่าม) . เวลา 2:00 น. เป็นช่วงเวลาสำหรับพักผ่อน

 

                จากรูปการวิเคราะห์ข้างต้น จะเห็นว่า  การเกิดแผ่นดินไหวในช่วงเวลาต่างกัน  จะเกิดการสูญเสียหรือบาดเจ็บของประชากรในพื้นที่ต่างกัน   ทำให้การเตรียมการเพื่อการจัดการเหตุฉุกเฉินจำเป็นต้องพิจารณาผลของเวลาร่วมด้วย

 

รูปที่ 16 การจำลองสถานการณ์จำนวนผู้เสียชีวิตจากกรณีแผ่นดินไหวเหตุการณ์ 1

 (ศูนย์กลาง อ.แม่ริม) เวลา 14:00 น. เป็นช่วงเวลาทำงาน

 

รูปที่ 17 การจำลองสถานการณ์จำนวนผู้เสียชีวิตจากกรณีแผ่นดินไหวเหตุการณ์ 2

(ศูนย์กลาง ต.ฟ้าฮ่าม) เวลา 14:00 น. เป็นช่วงเวลาทำงาน

 

รูปที่ 18 การจำลองสถานการณ์จำนวนผู้เสียชีวิตจากกรณีแผ่นดินไหว 1 (ศูนย์กลาง อ.แม่ริม)

เวลา 2:00 น. เป็นช่วงเวลาสำหรับพักผ่อน

 

รูปที่ 19 การจำลองสถานการณ์จำนวนผู้เสียชีวิตจากกรณีแผ่นดินไหว 2 (ศูนย์กลาง ต.ฟ้าฮ่าม)

เวลา 2:00 น. เป็นช่วงเวลาสำหรับพักผ่อน


6. ตัวอย่างแผนปฏิบัติการ

กรณีศึกษา  แผนปฏิบัติการเพื่อการจัดการภัยแผ่นดินไหวของเมือง Kathmandu  ประเทศเนปาล

 

วัตถุประสงค์ เพื่อปรับปรุงแนวทางและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานฉุกเฉิน

 

กิจกรรม 1

NSET (หน่วยงานด้านเทคโนโลยีแผ่นดินไหว)  กำหนดให้  HMGN (รัฐบาลประเทศเนปาล) ดำเนินการ (1) จัดตั้งหน่วยงาน National Disaster Management Council (NDMC) ที่อยู่ภายใต้การกำกับโดยตรงโดยนายกรัฐมนตรี (2) กำหนดให้ NDMC จัดทำระบบการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ประสานกันระหว่างหลายหน่วยงาน โดยให้กำหนดบทบาท และความเกี่ยวข้องของหน่วยงานต่างๆ  ทั้งหน่วยงานที่ทำงานระดับชาติ ระดับเขต ระดับเทศบาล หรือระดับหมู่บ้าน และระดับเขตพื้นที่การปกครอง  ทั้งนี้ NSET จะทำงานประสานกับสำนักนายกและผู้มีอำนาจส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องในบทบาทของการให้คำแนะนำและความช่วยเหลือตามที่ร้องขอ

 

กำหนดเวลา

ภายในปีแรกจะต้องทำการจัดตั้งหน่วยงาน NDMC และต้องกำหนดระบบการจัดการภัยพิบัติของชาติ

 

ค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งหน่วยงาน NDMC จะต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล  ส่วนการจัดระบบการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติอาจขอการสนับสนุนจากแหล่งทุนภายนอกในการจัดหาผู้เชี่ยวชาญและค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมปรึกษาหารือร่วมกันในครั้งต่างๆ

 

งบประมาณ  300,000 บาท

 

 


กิจกรรม  2

เมื่อทำการจัดตั้งหน่วยงานแล้ว  NDMC  ควรจะดำเนินการ (1) กำหนดแนวทางปฏิบัติในการจัดทำ (หรือปรับปรุงแนวทางเดิม) แผนฉุกเฉินที่มีการประสานสัมพันธ์ทุกๆองค์กรทั้งในและนอกสังกัดรัฐบาล  ประชาชน โรงพยาบาลและโรงเรียน และ(2) ควบคุมองค์กรเหล่านั้นให้ตระเตรียมแผน และประเมินอุปกรณ์สำหรับสื่อสาร และ การฝึกอบรมการปฏิบัติที่สอดคล้องกับแผนที่กำหนดในช่วงเหตุการณ์แผ่นดินไหว  NSET จะทำงานประสานกับกับสำนักนายกและหน่วยงานปกครองอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่า  ขั้นตอนต่างๆ ได้มีการดำเนินงาน และให้คำแนะนำทางเทคนิคและช่วยเหลือตามคำร้องขอ

 

กำหนดเวลา

ภายในปีแรก NDMC จะต้องประชาสัมพันธ์แนวทางการจัดทำแผนไปสู่ทุกๆหน่วยงาน   และหน่วยงานจะต้องจัดส่งแผนปฏิบัติงานที่มีการประสานกันและอุปกรณ์ที่แต่ละหน่วยงานมีอยู่   รวมทั้งการฝึกอบรม  ให้กับนายกรัฐมนตรีภายในสิ้นปีที่สอง

 

ค่าใช้จ่าย

คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำแนวทางปฏิบัติและการกำหนดการฝึกอบรมเพื่อการจัดทำแผนปฏิบัติฉุกเฉิน  รวมทั้งให้ความช่วยเหลือองค์กรในการจัดเตรียมแผนด้วย

 

งบประมาณ  600,000 บาท

 


 

วัตถุประสงค์ ปรับปรุงการรับทราบสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหว

 

กิจกรรม 3

NSET จะทำงานร่วมกับหน่วยงานในกระทรวงของรัฐที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อกำหนดกิจกรรมที่จะกระตุ้นการรับทราบของชุมชนต่อความเสี่ยงต่อภัยแผ่นดินไหวและแนวทางต่างๆเพื่อการลดความเสี่ยง   กิจกรรมจะต้องดึงการมีส่วนร่วมของกลุ่มคนที่ทำงานด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์  และระบุกลุ่มเสี่ยงที่จำเป็นต้องมีการดำเนินการ   งบประมาณที่ต้องการสำหรับการดำเนินกิจกรรมและแหล่งงบประมาณจะต้องกำหนดให้ชัดเจน   ทั้งนี้ กิจกรรมควรจะครอบคลุมกว้างถึงส่วนต่างๆ ดังต่อไปนี้

- รัฐมนตรี ราชการ และ สมาชิกของรัฐ

- บุคลากรที่ทำงานด้านความปลอดภัยสาธารณะ และเจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉิน

- เทศบาล และเขตการปกครองต่างๆ

- ผู้จัดการโรงพยาบาล

- ธุรกิจและกลุ่มธุรกิจ

- องค์กรอิสระ (NGOs) องค์กรระดับชุมชน (CBOs)

- องค์กรอิสระระดับนานาชาติ (INGOs)

- สื่อมวลชน

 

กำหนดเวลา

การกำหนดกิจกรรมโดยหน่วยงานในกระทรวงของรัฐที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควรจะสำเร็จภายในปีแรก 

 

ค่าใช้จ่าย

การดำเนินงานจะมีค่าใช้จ่ายสำหรับกลุ่มคนที่ทำงานด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์  และกลุ่มคณะทำงานในกระทรวงของรัฐที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ NSET

 

งบประมาณ  150,000 บาท

 

 

 

กิจกรรม 4 

NSET จะทำงานร่วมกับ เขตการปกครอง Kathmandu เขต Lalitpur เขต Bhaktapur เขต Madhyapur และ เขต Kirtipur เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อการจัดการภัยพิบัติ และเพื่อกำหนดกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นการรับทราบความเสี่ยงของชุมชน

 

 

 

กำหนดเวลา

คณะกรรมการเพื่อการจัดการภัยพิบัติ จะต้องจัดตั้งภายในหนึ่งปีและจะมีเค้าโครงกิจกรรมภายในปีครึ่ง

 

ค่าใช้จ่าย

จะมีค่าใช้จ่ายเพื่อรับรองการประชุมและกิจกรรมการฝึกอบรม

 

งบประมาณ  200,000 บาท

 


 

วัตถุประสงค์ การควบคุมสิ่งก่อสร้างใหม่ให้สามารถต้านทานแรงแผ่นดินไหวได้

 

กิจกรรม 5

NSET จะแจ้งขอให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและผังเมือง  (1) แต่งตั้งสภาอาคาร (Building council) และร่างข้อกำหนดและแนวปฏิบัติการออกแบบให้อาคารที่จะก่อสร้างสามารถรับแรงแผ่นดินไหวได้  และ (2) แจ้งให้หน่วยงานท้องถิ่นนำเอาข้อกำหนดการออกแบบ มาบังคับใช้ในขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้าง

 

กำหนดเวลา

ก่อนสิ้นปีแรก สภาอาคารจะต้องได้รับการแต่งตั้ง รวมทั้งหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและผังเมือง  จะต้องออกข้อบังคับต่างๆ  และก่อนสิ้นปีที่สอง  หน่วยงานท้องถิ่นจะต้องนำมาบังคับใช้ให้เป็นผล

 

ค่าใช้จ่าย

จะมีค่าใช้จ่ายในการแต่งตั้งกรรมการสภาอาคาร  การร่างข้อกำหนด ขั้นตอน และการนำไปบังคับใช้   

 

งบประมาณ  เป็นค่าใช้จ่ายในหน่วยงานท้องถิ่น

 


 

กิจกรรม 6

NSET จะทำงานร่วมกับ  หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและผังเมือง  กลุ่มผู้ปฏิบัติทางวิชาชีพ  สถาบันวิชาการด้านวิศวกรรม   และองค์กรต่างๆ  เพื่อจัดเตรียมหลักสูตรฝึกอบรมด้านการออกแบบอาคาร  การตรวจสอบตามมาตรฐานการออกแบบและการก่อสร้าง

 

กำหนดเวลา

เอกสารสำหรับการฝึกอบรมจะต้องเตรียมพร้อมก่อนสิ้นปีที่หนึ่ง  และควรเริ่มการอบรมในปีแรก  และดำเนินการอบรมในทุกๆ ปี  ต่อมา ตามระดับความสนใจ 

 

ค่าใช้จ่าย

จะมีค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้น  เพื่อการเตรียมเอกสารการอบรม  แต่หลังจากนั้น  จะสามารถดำเนินการอบรมต่อไปได้โดยมีรายได้จากการลงทะเบียน

 

งบประมาณ  400,000 บาท

 


 

วัตถุประสงค์ เพิ่มความปลอดภัยของเด็กนักเรียนและอาคารโรงเรียน

 

กิจกรรม 7

NSET จะดำเนินโครงการ “โรงเรียนห่างไกลภัยแผ่นดินไหว” ซึ่งจะ (1) แจ้งคณะกรรมการจัดการโรงเรียน สำนักงานการศึกษาเขต  ผู้ปกครอง และ ครู เกี่ยวกับความอ่อนแอของโรงเรียนตัวแทนที่คัดเลือกมาศึกษา (อ้างอิงจากการศึกษาประเมินความอ่อนแอของโรงเรียนในพื้นที่ ศึกษาโดยKVERMP)   และเสนอแนะแนวทางที่สามารถดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงที่โรงเรียน โดยการอบรมให้ความรู้ (2) จัดเตรียมแผนสำหรับการปรับปรุงโรงเรียนให้มีความปลอดภัยต่อแผ่นดินไหว  (ทั้งการปรับปรุงส่วนที่เป็นโครงสร้างและที่ไม่ใช้โครงสร้างอาคาร) สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ (3) การรวบรวมการสนับสนุนจากชุมชนและแหล่งอื่นๆ เพื่อใช้ในการปรับปรุงความปลอดภัยของอาคารเรียน และ (4) ระบุกระบวนการที่สามารถทำได้ง่ายเพื่อปรับปรุงความปลอดภัยอาคารโรงเรียน

 

กำหนดเวลา

โครงการนำร่องจำนวน 1 โครงการ สามารถสำเร็จสมบูรณ์ภายในสองปี

 

ค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายสำหรับกิจกรรมนี้รวมถึงค่าธรรมเนียมการประกอบวิชาชีพสำหรับผู้เชี่ยวชาญ  1 ท่าน วิศวกรโครงสร้าง 1 ท่าน  และค่าดำเนินการ  การสนับสนุนส่วนนี้  ควรได้มาจากชุมชนในท้องถิ่น

 

งบประมาณ  400,000 บาท

 


วัตถุประสงค์  ปรับปรุงความสามารถในการรับแรงแผ่นดินไหวของอาคารที่มีอยู่

 

กิจกรรม 8

NSET จะสร้างคู่มือ แผ่นปิดประกาศ  แผ่นพับ  และเอกสารประชาสัมพันธ์ต่างๆ เพื่ออธิบายให้เห็นถึงภัยที่เกิดจากการเสียหายของส่วนที่มิใช่ ( non-structural)  เช่น ส่วนตกแต่งอาคาร  โคมไฟ  เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น  โดยจะสามารถตกและหล่นทับให้เกิดการบาดเจ็บ  หรือทำให้เครื่องมือที่มีสำคัญเสียหายและทำงานผิดปกติ รวมไปถึงการอธิบายวิธีการเพื่อลดเสี่ยงนี้ในอาคารประเภทบ้านและสำนักงาน  และ NSET จะพัฒนายุทธศาสตร์ ที่ส่งเสริมให้มีการรับรู้ในเอกสารเหล่านี้เพื่อนำไปสู่การดำเนินกิจกรรมอื่นที่กระตุ้นการรับทราบต่อภัยแผ่นดินไหวต่อไป

 

กำหนดเวลา

กิจกรรมเหล่านี้จะเสร็จสมบูรณ์ภายในสองปี

 

ค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายหลักสำหรับกิจกรรมนี้คือ การออกแบบและพิมพ์เอกสารจำนวนมาก    นอกจากนี้อาจเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของวิศวกร  การประชาสัมพันธ์และการตลาด 

 

งบประมาณ  1,200,000 บาท

 


 

วัตถุประสงค์ ปรับปรุงความสามารถในการรับแรงแผ่นดินไหวของระบบสายส่งต่างๆ และการจราจรขนส่ง

 

กิจกรรม 9

NSET จะกระตุ้นบริษัทสื่อสารต่างในประเทศเนปาล เพื่อดำเนินการประเมินความอ่อนแอของระบบต่อแผ่นดินไหว   ระบุส่วนที่อ่อนแอที่สุด และดำเนินกิจกรรมที่จะปรับปรุงความสามารถในการรับแรงแผ่นดินไหว

 

กำหนดเวลา

NSET  จะเริ่มประสานงานกับบริษัทในช่วงปีแรกเพื่อให้ดำเนินการประเมินความอ่อนแอของระบบให้สำเร็จในปีที่สอง

 

ค่าใช้จ่าย

คิดรวมค่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อสนับสนุนงานประเมินความอ่อนแอของระบบสายส่งของบริษัท

 

งบประมาณ  1,200,000 บาท

 

 


วัตถุประสงค์ เพิ่มองค์ความรู้ของผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหว  การประเมินความอ่อนแอ  ผลที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหว  และเทคนิคการบรรเทาความเสียหาย

 

กิจกรรม 10

NSET จะกระตุ้นสถาบันด้านวิศวกรรมให้พัฒนาหลักสูตรการอบรมระยะสั้น  สำหรับวิศวกรวิชาชีพ  หลักการออกแบบและขั้นตอน 

 

 

กำหนดเวลา

หลักสูตรต่างๆตามที่สอนในมหาวิทยาลัย จะต้องวางแผนเพื่อปรับเปลี่ยนภายในปีแรก  และควรดำเนินการสอนในปีที่และปีต่อๆมาตามระดับความสนใจ

 

ค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องกับการจัดเตรียมเอกสารคำบรรยายและผู้บรรยาย

 

งบประมาณ  150,000 บาท

 

7. บทสรุป

การศึกษานี้  ได้ทำการสมมติสถานการณ์จำลองความเสียหายของเมืองเชียงใหม่ต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวเพื่อการเตรียมพร้อมรับภัยแผ่นดินไหว   โดยพิจารณาสมมติเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่มีแหล่งกำเนิดในระยะใกล้  จากข้อมูลทางธรณีวิทยาที่เกี่ยวข้องกับรอยเลื่อนและข้อมูลหลักฐานเหตุการณ์แผ่นดินไหวในอดีตที่แสดงขนาดและตำแหน่งของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ศึกษา  การวิเคราะห์จึงได้ทำการกำหนดเหตุการณ์แผ่นดินไหวสมมติ  2 เหตุการณ์ที่มีขนาด  6  ริกเตอร์  ที่มีแหล่งกำเนิด 2 ตำแหน่ง คือ เหตุการณ์สมมติที่ 1: อยู่ในเขตตำบลแม่สา อำเภอแม่ริม ระยะห่างจากใจกลางเมืองเชียงใหม่  เท่ากับ   11.361 กิโลเมตร และเหตุการณ์สมมติที่ 2: เป็นตำแหน่งในเขตตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ วัดระยะห่างจากใจกลางเมืองเชียงใหม่  เท่ากับ  4.016 กิโลเมตร    ผลการวิเคราะห์ทำให้ทราบถึงระดับความเสียหายของอาคารและความสูญเสียและบาดเจ็บของผู้คนในพื้นที่ศึกษา   สุดท้าย ได้ยกตัวอย่างแผนปฏิบัติการเพื่อการจัดการแผ่นดินไหวในเชิงป้องกัน   ผลการวิเคราะห์นี้  จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปกำหนดเป็นแนวทางเพื่อการจัดการแผ่นดินไหวต่อไป