แนวทางการจัดทำระบบการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน จากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ในพื้นที่เขตเมืองเชียงใหม่

แนวทางการจัดทำระบบการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ในพื้นที่เขตเมืองเชียงใหม่
Natural Disaster Emergency Response Preparation System in Chiang Mai City
 

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บทนำ

จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่หลายครั้งในพื้นที่เขตเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2548  ทำให้เกิดการตื่นตัวของทุกภาคส่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยทางจังหวัดเชียงใหม่ได้สนับสนุนการของบประมาณเพิ่มเติม(งบกลางปี 2549) จากรัฐบาลเพื่อใช้ในแผนงานเร่งด่วนเพื่องานป้องกันน้ำท่วม เช่น โครงการจัดทำระบบพยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมืองเชียงใหม่  การจัดทำแผนที่ดิจิตอลสามมิติระบบScanning LIDAR ของพื้นที่เขตเมืองเชียงใหม่ ของหน่วยวิจัยภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดได้ทำการบูรณาการในทำงานด้วยกัน  และในปัจจุบันทางจังหวัดเชียงใหม่ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและโคนถล่มจังหวัดเชียงใหม่ ทำให้เกิดความพร้อมที่จะรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติโดยเฉพาะภัยน้ำท่วมได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตามพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ยังต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นด้วยเช่นกันและที่สำคัญสุด ได้แก่ ภัยจากแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นเรื่องที่จังหวัดเชียงใหม่ได้ให้ความสำคัญในการวางแผนเพื่อความพร้อมในการรับมือภัยให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด โดยในปัจจุบันการดำเนินการเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงทำได้เพียงระดับหนึ่งยังไม่สมบูรณ์เนื่องจากยังมีจุดอ่อนที่ระบบฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เสี่ยงภัยยังไม่สมบูรณ์พอ

ในระยะเวลาสองสามปีที่ผ่านมาเมืองเชียงใหม่ต้องประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งโดยเฉพาะภัยจากแผ่นดินไหว จากผลการวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ ได้ระบุว่าพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มีโอกาสที่จะเผชิญต่อภัยแผ่นดินไหวในอนาคตได้ จากสถิติจะเห็นได้ว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันแผ่นดินไหวในประเทศไทยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นนั้นมีขนาด 6.5 ริคเตอร์ ในวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2478 มีศูนย์กลางที่จังหวัดน่าน ใกล้กับรอยเลื่อนปัว แต่ไม่มีรายงานความเสียหายเกิดขึ้นเนื่องจากศูนย์กลางการเกิดอยู่ในบริเวณป่าเขา และจากการตรวจวัดการสั่นสะเทือน พบว่ามีการเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา และยังเกิดมีแรงสั่นสะเทือน 2-3 ริคเตอร์ ซึ่งเป็นระดับที่ผู้คนไม่สามารถรับรู้ได้ อย่างไรก็ตามแผ่นดินไหวขนาดเล็กถือเป็นสัญญาณที่คอยเตือนตลอดว่า พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มีความเสี่ยงและเพียงแต่รอคอยถึงวันที่จะเกิดสะสมพลังงานและปลดปล่อยให้เกิดการสั่นที่รุนแรงกว่าในอนาคต ดังเช่น เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ขนาด 5.1 ริกเตอร์ และวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ขนาด 4.5 ริกเตอร์ ที่เคยทำให้คนเชียงใหม่ตื่นตระหนกมาแล้ว

การรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพนั้นจำเป็นต้องมีระบบบริหารข้อมูลที่ดีเนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติมักเป็นเหตุการใหญ่ ครอบคลุมพื้นกว้างและสร้างผลกระทบที่รุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในเขตภัยพิบัติ การรับมือกับเหตุฉุกเฉินจากภัยธรรมชาติจึงต้องมีการประสานกำลังจากหลายหน่วยงาน เช่น หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานปกครองท้องถิ่น ทหาร ตำรวจ อาสาสมัครและประชาชน ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมกับการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินนี้ ต้องเข้าใจในรายละเอียดของเหตุการณ์นั้นอย่างดี สามารถสั่งการเพื่อขอใช้ทรัพยากรที่จำเป็นต่อการเข้าช่วยเหลือ สามารถประสานงานขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ สามารถตัดสินใจที่จะดำเนินการอย่างฉับไวเพื่อจำกัดผลกระทบของเหตุนั้นๆ

ระบบการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินจากภัยธรรมชาติครอบคลุมพื้นที่เขตเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นั้น มีความจำเป็นเพื่อเป็นศูนย์กลางของข้อมูล ข่าวสาร ให้ทางจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลัก สามารถจะนำไปใช้งานในการวางแผนตัดสินใจสั่งการทั้งก่อนการเกิดขึ้นของภัยธรรมชาติที่ไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ระหว่างการเกิดภัยพิบัติและหลังเหตุการณ์สงบลง ระบบดังกล่าวต้องสามารถเข้าถึงได้ง่าย ในสภาพแวดล้อมของระบบที่เป็นหนึ่งเดียว ข้อมูลต้องทันสมัยที่สุดเท่าที่ทำได้ สามารถสร้างภาพของสถานการณ์ให้เป็นหนึ่งเดียวอันจำเป็นต่อการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ สามารถสร้างแบบฝึกหัดที่สมจริงเพื่อการฝึกฝนแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในยามที่ไม่มีเหตุภัยพิบัติ

 

แนวทางการจัดทำ

แนวทางจัดทำระบบการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินจากภัยธรรมชาติ โดยใช้เป็นข้อมูลในการวางแผน ตัดสินใจและสั่งการของหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยให้มีวัตถุประสงค์ของระบบดังนี้

  1. สร้างภาพจำลองแบบ 3 มิติของสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นบนแผนที่ระบบ 3 มิติที่มีความเสมือนจริงและเห็นได้ทุกมุมมอง ทั้งนี้เพื่อการวางแผน และการฝึกซักซ้อมการรับมือ โดยนำระบบข้อมูลแผนที่ดิจิตอล 3 มิติระบบ Scanning LIDARในพื้นที่เขตเมืองเชียงใหม่  ของหน่วยวิจัยภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาปรับปรุงและพัฒนาให้มีความเสมือนจริงมากยิ่งขึ้นจนเพียงพอต่อการทำระบบเตรียมความพร้อมเพื่อการรับมือเหตุฉุกเฉิน
  2. ประเมิน ข้อมูลประชากรศาสตร์ จำนวนประชากร จำนวนครัวเรือน โบราณสถาน วัด เจดีย์ ลักษณะของอาคาร การใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอาคาร ทั้งนี้เพื่อใช้ประเมินผลกระทบจากเหตการณ์ฉุกเฉินและสร้างแผนสำรองเพื่อดำเนินการ
  3. แสดงข้อมูลของโครงสร้างสาธารณะพื้นฐาน เช่น ซอย ถนน ที่ตั้งท่อน้ำดับเพลิงเสาไฟฟ้าแรงสูง สะพาน คลองส่งน้ำ ทั้งนี้เพื่อใช้ในการวางแผนรับมือกับเหตุภัยพิบัติ เช่นการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยที่รวดเร็วที่สุด แหล่งน้ำที่สามารถไปถึงได้ด้วยเส้นทางที่สั้นที่สุด เป็นต้น
  4. จัดทำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์กลาง ที่จะสามารถนำข้อมูลแผนที่หรือสารสนเทศที่ได้จากโปรแกรมประยุกต์ที่ได้จัดทำไว้ข้างต้นมารวมไว้ให้เป็นหนึ่งเดียว ทั้งนี้เพื่อให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจหรือบริหารจัดการเหตุการณ์ฉุกเฉิน สามารถเข้าใจในสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างถูกต้อง ครบถ้วนรอบด้านและทันต่อเวลามากที่สุด ระบบจะต้องเข้าถึงได้ง่ายและสามารถสร้างข้อมูลข่าวสารที่เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อให้การประสานงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
  5. จัดทำรายงานแผนที่แสดงผลกระทบจากเหตุการณ์ ทั้งนี้เพื่อใช้ในการเรียนรู้จากเหตุการณ์นั้นและถ่ายทอดประสบการณ์แก่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชน

 

กำหนดเป้าหมายการดำเนินงาน

การจัดทำระบบการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินจากภัยธรรมชาติมีเป้าหมายในการสร้างระบบข้อมูลสารสนเทศที่จะใช้ในการรับเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินโดยครอบคลุมทั้งสถานการณ์ก่อนการเกิดขึ้นของภัยพิบัติ สถานการณ์ระหว่างการเกิดเหตุของภัยพิบัติ สถานการณ์หลังการเกิดเหตุและการฟื้นฟูสภาพจากผลของภัยพิบัติ

พัฒนาการวางแผนและฝึกฝนเพื่อการรับมือกับเหตุภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยความสามารถในการแสดงข้อมูลแผนที่แบบ 3 มิติ เพื่อจำลองผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นเพิ่มความแม่นยำในการประเมินผลกระทบของภัยพิบัติที่มีต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน  ความเสียหายทางเศรษฐกิจและการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการให้ความช่วยเหลือ

เพิ่มประสิทธิภาพในการให้ความช่วยเหลือต่อผู้ประสบภัยโดยข้อมูลแผนที่ที่ทันสมัยและให้รายละเอียดของข้อมูลประชากรศาสตร์ จำนวนครัวเรือน โบราณสถาน ลักษณะเฉพาะของตัวอาคารและข้อมูลโครงสร้างสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการรับมือกับเหตุภัยพิบัติ

การจัดทำระบบการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินจากภัยธรรมชาติมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้

1.       ส่วนฐานข้อมูล (Database Section)

·       รวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลโครงข่ายคมนาคมที่มี นำมาปรับปรุงข้อมูลโครงข่ายถนนในพื้นที่โครงการให้มีความสมัย สำรวจข้อมูลระบบจารจรให้ครอบคลุมระดับซอย เพิ่มรายละเอียดข้อมูลส่วนโครงข่ายจารจร เช่น ถนนเดินทางเดียว จุดห้ามจอด ทางต่างระดับ เป็นต้น  ให้สามารถนำไปใช้ในการคำนวณเส้นทางสั้นสุด เร็วสุดหรือประหยัดสุดได้

·       จัดทำฐานข้อมูลเชิงลึกของอาคารเพื่อใช้ในระบบประเมินผลกระทบอันเกิดจากภัยพิบัติต่อประชาชนและเศรษฐกิจของจังหวัด โดยข้อมูลเชิงลึกประกอบด้วยการสำรวจสภาพการใช้งานจริง และคุณลักษณะเฉพาะของอาคารสำคัญโดยเน้นด้านวิศวกรรมและเศรษฐศาสตร์ เช่น รูปแบบโครงสร้างของอาคาร อายุของอาคาร ความมั่นคงและลักษณะการใช้งาน เป็นต้น รวมถึงการสำรวจจำนวนครัวเรือนในเขตโครงการเพื่อประเมินจำนวนครอบครัวที่ต้องได้ รับการช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ

·       จัดทำฐานข้อมูลเชิงลึกของอาคารโบราณสถานได้แก่ วัดและเจดีย์ เพื่อใช้ประเมิน ผลกระทบอันเกิดจากภัยพิบัติ โดยข้อมูล ประกอบด้วย  ลักษณะโครงสร้างอายุและความมั่นคงของอาคารในวัด ลักษณะรูปทรงของเจดีย์ และความมั่นคงของเจดีย์  เป็นต้น  

·       จัดทำและรวบรวมข้อมูลโครงการสาธาณูปโภคในเขตพื้นที่เพื่อใช้ในระบบเพื่อการฝึกและจำลองการรับมือกับฉุกเฉิน โดยเน้นให้รวบรวมข้อมูลอันเกี่ยวกับน้ำ ไฟฟ้าและระบบสื่อสาร ซึ่งข้อมูลนี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อการรับมือกับเหตุฉุกเฉิน

·       จัดทำข้อมูลแผนที่จำลองเมืองเชียงใหม่แบบ 3 มิติ ให้มีความเสมือนจริง เพื่อใช้ในระบบจำลองเหตุฉุกเฉินและการฝึกซ้อมวางแผนการรับมือ จัดทำผังเมืองแบบ 3 มิติโดยแสดงอาคารทั่วไป ตึกสำคัญ  โบราณสถาน วัด เจดีย์ สถานที่หรือสิ่งปลูกสร้างที่จะมีโอกาสได้รับผลกระทบหรือมีส่วนต่อการเข้ากู้เหตุภัยพิบัติ ข้อมูลชุดนี้นับเป็นแห่งรวบรวมองค์ความรู้จากการฝึกซ้อมหรือจากเหตุการณ์จริงเพื่อใช้ประเมินประสิทธิ์ภาพของการรับมือเหตุภัยพิบัติของผู้เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งข้อมูลแผนที่ระบบ 3 มิติที่นำไปใช้ในกิจกรรมอื่นๆ อาทิ การประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยว เป็นต้น

 

2.       ส่วนโปรแกรมประยุกต์ (Response Preparation Application)

·        จัดทำโปรแกรมประยุกต์เพื่อใช้ในการจำลองเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งนี้ให้สามารถจำลองสภาพของพื้นที่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างการเกิดภัยพิบัติและหลังจากเหตุการสงบลง ทั้งนี้เพื่อใช้ในการวางแผน ฝึกซ้อมการรับมือและการอพยพ ประเมินผลกระทบและการประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือนแก่ประชาชน

·       จัดทำโปรแกรมประยุกต์เพื่อใช้ในการประเมินผลกระทบจากเหตุภัยพิบัติต่อตัวอาคารบ้านเรือนและความเสียหายทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ให้สามารถบอกจำนวนครัวเรือนที่จะได้รับผลกระทบหรืออาจจะได้รับผลกระทบ ให้สามารถบ่งชี้ได้ว่ามีอาคาร สถานที่สำคัญใดบ้างที่ได้รับผลกระทบหรืออาจจะได้รับผลกระทบ ให้สามารถบ่งชี้ได้ว่าความเสียหายทางเศรฐกิจของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหรืออาจจะได้รับผลกระทบมีมูลค่าเท่าใด การประเมินให้ทำได้โดยรวดเร็วและมีความแม่นยำ

·       จัดทำโปรแกรมประยุกต์เพื่อใช้วางแผนเส้นทางการเข้ากู้ภัย การเข้าถึงทรัพยากรอันจำเป็นต่อการช่วยเหลือ เช่น การเข้าถึงแหล่งน้ำที่เร็วที่สุด โรงพยาบาล เส้นทางเข้าแก้ปัญหาเสาไฟฟ้าที่เสียหายจากภัยพิบัติที่สั้นที่สุด พื้นที่ที่ระบบสื่อสารเสียหายและต้องการระบบการสื่อสารมากที่สุด เป็นต้น

 

3.       ส่วนระบบงานการเตรียมความพร้อม (Response Preparation System)

·       ดำเนินการจัดทำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์กลาง ที่จะสามารถนำข้อมูลแผนที่หรือสารสนเทศที่ได้จากโปรแกรมประยุกต์ที่ได้จัดทำไว้ข้างต้น มารวมไว้ให้เป็นหนึ่งเดียว ทั้งนี้เพื่อให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจหรือบริหารจัดการเหตุการณ์ฉุกเฉินสามารถเข้าใจในสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้านและทันต่อเวลามากที่สุด ระบบจะต้องเข้าถึงได้ง่ายและสามารถสร้างข้อมูลข่าวสารที่เป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อให้การประสาน งานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

·     ทำการประเมินความพร้อมด้าน Hardware ของหน่วยงานตามภาระกิจในจังหวัดเชียงใหม่ว่าพร้อมกับความต้องการหรือไม่ตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณที่จำเป็นและวางแผนจัดหาเพิ่มเติมให้ตรงกับความต้องการของระบบงานทั้งหมด

·     ฝึกอบรมการใช้ระบบการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติให้ทางจังหวัดเชียงใหม่เพื่อใช้ในการวางแผนตัดสินใจสั่งการ และบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้วางแผนซักซ้อมการกู้ภัยและอพยพ รวมถึงฝึกอบรมให้ภาคประชาชนใด้มีส่วนร่วมในการรับมือภัยพิบัติ

 

กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์  

·     ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เขตเมืองเชียงใหม่ ทำให้ทราบว่า พื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่นี้มีความเสี่ยงและจะเตรียมการรับมืออย่างไรต่อภัยพิบัติที่อาจจะเกิดในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลที่สำคัญต่อการนำไปกำหนดนโยบายการบริหารจัดการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

·     หน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย หน่วยบริการฉุกเฉินต่างๆ สามารถนำข้อมูลเพื่อการเตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์ช่วยเหลือต่างๆ

·     จังหวัดเชียงใหม่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  สามารถที่จะใช้เป็นข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติในพื้นที่เขตเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ เช่นประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว โดยเป็นแผนที่ 3 มิติแสดงพื้นที่เมืองเชียงใหม่ที่เสมือนจริงสามารถมองเห็นในมุกมุมมอง

 

รูปที่ 1    ระบบการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

 

 

รูปที่ 2 ตัวอย่างแผนที่ระบบ 3 มิติ ของพื้นที่เขตเมืองเชียงใหม่ที่จะนำมาพัฒนาให้เสมือนจริงมากขึ้น

 

 

รูปที่ 3 ตัวอย่างระบบข้อมูลแบบ 3 มิติ เพื่อการจำลองเหตุการณ์ฉุกเฉินจากภัยธรรมชาติแบบต่างๆ

 

 

รูปที่ 4  ตัวอย่างระบบประเมิน ข้อมูลประชากรศาสตร์  จำนวนครัวเรือน ลักษณะอาคาร ฯลฯ ในขอบเขตพื้นที่ที่กำหนดโดยสามารถทราบผลได้อย่างรวดเร็ว

 

 

รูปที่ 5 ตัวอย่างระบบแสดงข้อมูลถนนและการวิเคราะห์การเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการกู้ภัย

 

 

รูปที่ 6 ตัวอย่างระบบแสดงข้อมูลของโครงสร้างสาธารณะพื้นฐาน

 

 

รูปที่ 7 ตัวอย่างระบบสร้างภาพจำลองแบบ 3 มิติของสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิด

 

 

รูปที่ 8 ตัวอย่างระบบข้อมูลแบบ 3 มิติ เพื่อจำลองเหตุการณ์ฉุกเฉินจากน้ำท่วมในเขตเมืองเชียงใหม่

           (ที่มา : ระบบพยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมืองเชียงใหม่  ของหน่วยวิจัยภัยพิบัติ

                       ทางธรรมชาติ  คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ www.cendru.net )

 

 

รูปที่ 9 ตัวอย่างระบบข้อมูลแบบ 3 มิติ เพื่อการจำลองเหตุการณ์ฉุกเฉินจากน้ำท่วม

                     ในเขตเมืองเชียงใหม่

 

 

รูปที่ 10 ตัวอย่างระบบประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจ จากผลของภัยพิบัติทางธรรมชาติ

ในเขตเมืองเชียงใหม่ โดยแยกตามประเภทการใช้งานของอาคาร ฯลฯ