การแก้ไขปัญหาเชิงวิศวกรรมของการกีดขวางทางน้ำ ร่วมกับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ในจังหวัดเชียงใหม่

การแก้ไขปัญหาเชิงวิศวกรรมของการกีดขวางทางน้ำ ร่วมกับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ในจังหวัดเชียงใหม่

Engineering Solution of River Encroachment with Community Involvement Process in Chiang Mai

ชูโชค   อายุพงศ์ (Chuchoke Aryupong)

รองศาสตราจารย์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 บทคัดย่อ

การกีดขวางทางน้ำเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วนเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลองให้กลับมาทำหน้าที่ได้อย่างเดิม สำหรับจังหวัดเชียงใหม่มีปัญหาการกีดขวางทางน้ำจำนวนมาก ที่ทำให้ลำน้ำขาดศักยภาพการระบายน้ำ เกิดน้ำท่วมและปัญหาน้ำเน่าเสีย บทความนี้แสดงแนวทางการแก้ไขปัญหาการกีดขวางทางน้ำของจังหวัดเชียงใหม่ โดยเน้นการเสริมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม โดยสนับสนุน และส่งเสริมให้ชุมชนและหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลการกีดขวางทางน้ำจนถึงการให้ความคิดเห็นประกอบการวางแผนและออกแบบการแก้ปัญหาทางวิศวกรรม มีการรวบรวมข้อมูลการกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ครอบคลุมทั้งจังหวัดเชียงใหม่ และจัดทำเป็นฐานข้อมูลการกีดขวางทางน้ำ จัดเก็บลงในระบบศูนย์กลางข้อมูลสารสนเทศจังหวัดเชียงใหม่  แล้วใช้ฐานข้อมูลที่ได้กำหนดรูปแบบของการวางแผนแก้ไขปัญหากีดขวางทางน้ำเบื้องต้น สำหรับพื้นที่นำร่อง 25 ตำบล และจัดทำแผนการพัฒนาและแก้ไขการกีดขวางทางน้ำเชิงลึกของ 5 พื้นที่ต้นแบบ ซึ่งมีแบบรายละเอียดการก่อสร้างที่ใช้แก้ปัญหาโดยใช้ความรู้ในทางวิศวกรรมร่วมกับองค์ความรู้ของชุมชน การออกแบบทางวิศวกรรมเพื่อการแก้ปัญหาในเชิงลึกคำนึงถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติที่จะสามารถบรรเทาปัญหาการกีดขวางทางน้ำได้ภายใต้ความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ซึ่งสามารถสร้างความเข้าใจและลดความขัดแย้งได้

คำสำคัญ : การแก้ไขปัญหาเชิงวิศวกรรม, การกีดขวางทางน้ำ, กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน

1. ความเป็นมา

สืบเนื่องจากทางจังหวัดเชียงใหม่ได้จัดทำโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีข้อมูลในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และบูรณาการสู่แผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของจังหวัดในภาพรวม โดยได้สร้างเครือข่ายการบริหารจัดการน้ำร่วมกันในระดับพื้นที่ และกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนโดยปัญหาหนึ่งในด้านทรัพยากรน้ำที่พบมาก และประชาชนต้องการให้มีการแก้ไข คือ การกีดขวางทางน้ำจนทำให้ลำน้ำขาดศักยภาพการระบายน้ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมและน้ำเน่าเสีย และเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลอง ให้กลับมาทำหน้าที่ได้อย่างเดิม จึงจำเป็นต้องจัดทำฐานข้อมูลการกีดขวางแม่น้ำคูคลองโดยเฉพาะตำแหน่ง และลักษณะของลำน้ำที่ถูกกีดขวาง จากการบุกรุก รุกล้ำหรืออุดตัน เพื่อเป็นข้อมูลในกำหนดรูปแบบการวางแผนแก้ไขปัญหาลำน้ำถูกกีดขวางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.1 วัตถุประสงค์

สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อจัดทำฐานข้อมูลและการแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรมของการกีดขวางทางน้ำในจังหวัดเชียงใหม่

1.2 ขอบเขตของงานและกิจกรรม

ทำการเก็บข้อมูลโดยเน้นตำแหน่งและลักษณะการกีดขวางทางน้ำที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบอย่างชัดเจนในลำน้ำสาขาย่อยของพื้นที่ระดับชุมชน ได้แก่ การกีดขวางในลำน้ำสาขา ลำห้วย และคูคลอง เป็นต้น และส่วนใหญ่เป็นข้อมูลได้มาจากแบบสำรวจการกีดขวางทางน้ำที่ได้รับคืนจากทางหน่วยงานท้องถิ่นและชุมชน

พื้นที่ศึกษาโครงการครอบคลุมจังหวัดเชียงใหม่ ตามเขตการปกครอง 204 ตำบล 25 อำเภอ และครอบคลุมพื้นที่ 14 ลุ่มน้ำ การกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาโดยใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชน แสดงในรูปที่ 1 โดยมีแนวทางดังนี้

  • เสริมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ให้ชุมชนและหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำฐานข้อมูลการกีดขวางทางน้ำ
  • ใช้ฐานข้อมูลที่ได้กำหนดรูปแบบของการวางแผนแก้ไขปัญหากีดขวางทางน้ำ เพื่อได้แผนงานการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นสำหรับพื้นที่นำร่อง 25 ตำบล และแผนการพัฒนาและแก้ไขการกีดขวางทางน้ำเชิงลึกสำหรับ 5 พื้นที่ต้นแบบ

2. สถานการณ์และปัญหาการกีดขวางทางน้ำของจังหวัดเชียงใหม่

การลงพื้นที่สำรวจข้อมูลและการเก็บข้อมูลและแบบสำรวจระดับชุมชนจากชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่ สามารถสรุปภาพรวมสภาพปัญหาการกีดขวางทางน้ำของจังหวัดเชียงใหม่ มีสาเหตุมาจากการกระทำโดยธรรมชาติและมนุษย์

ปัญหาการกีดขวางทางน้ำที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ

  1. ปัญหาการตื้นเขินของลำน้ำ คูคลองโดยสาเหตุจากโคลนและทรายบนพื้นที่สูง
  2. ปัญหาลำน้ำถูกกัดเซาะ ทำให้ตลิ่งพัง โดยสาเหตุมาจากลำน้ำเปลี่ยนทิศทาง
  3. ปัญหาจากเศษสิ่งปฏิกูล (เศษไม้ วัชพืช เศษขยะ) อุดตันท่อระบายน้ำหรือใต้สะพาน
  4. ปัญหาที่เกิดจากตะกอนดิน ก้อนหิน ทราย และการพังทลายของหน้าดิน

ปัญหาการกีดขวางทางน้ำที่เกิดขึ้นจากมนุษย์

ก. สาเหตุจากหน่วยงานภาครัฐ

  1. ปัญหาจากการออกแบบสะพานที่ไม่เหมาะสม
  2. ปัญหาจากการสร้างฝายไม่เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่ ทรายทับถมหน้าฝายเร็ว
  3. ปัญหาจากการวางท่อระบายน้ำขนาดเล็กเกินไป ไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน
  4. ปัญหาการสร้างถนนทับขนานกับลำน้ำและวางท่อระบายน้ำทดแทนลำน้ำ
  5. ปัญหาที่เกิดจากการออกเอกสารสิทธิ์ให้แก่บุคคลที่บุกรุกเข้าในพื้นที่ลำน้ำ 

ข. สาเหตุจากประชาชน/ภาคเอกชน

  1. ปัญหาบุกรุกเข้าไปในเขตลำน้ำเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย ทำให้ลำน้ำตื้นเขินและแคบลง
  2. ปัญหาการบุกรุกลำน้ำเพื่อทำเป็นพื้นที่การเกษตรและการลักลอบเปลี่ยนทางน้ำ
  3. ปัญหาการทำลายหน้าดินในการทำการเกษตรของประชาชนบนพื้นที่สูง
  4. ปัญหาการกีดขวางทางน้ำเนื่องจากการสร้างฝายกั้นน้ำที่มีความสูงมากเกินไป ในช่วงฤดูแล้ง อีกทั้งในช่วงฤดูน้ำหลาก น้ำเอ่อก็จะเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือน

     ขอบเขตของดำเนินงานของโครงการ

รูปที่ 1 ขอบเขตของดำเนินงานของโครงการ

 

แผนที่แสดงตำแหน่งการกีดขวางทางน้ำพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่

รูปที่ 2 แผนที่แสดงตำแหน่งการกีดขวางทางน้ำพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่

 

3. สภาพปัญหาและระดับการกีดขวางทางน้ำรายอำเภอของจังหวัดเชียงใหม่

จากการเก็บข้อมูลทุกอำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ สามารถสรุปภาพรวมของประเด็นปัญหาการกีดขวางทางน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ได้ดังแสดงในรูปที่ 2 โดยมีสัญลักษณ์แสดงถึงการกีดขวางระดับต่ำ ระดับกลาง และระดับสูง และจากการจำแนกถึงสาเหตุของการกีดขวางทางน้ำ และจำนวนตำแหน่งการกีดขวางทางน้ำแยกตามประเภทของสาเหตุในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าในแต่ละตำแหน่งอาจมีหลายสาเหตุโดยสาเหตุของการกีดขวางทางน้ำแยกเป็น 2 ด้านคือ เกิดจากธรรมชาติ และเกิดจากมนุษย์ โดยที่การกีดขวางทางน้ำที่เกิดจากธรรมชาติพบว่ามีจำนวน 652 แห่ง เป็นร้อยละ 38 โดยปัญหาที่พบมาก 3 อันดับแรก คือปัญหาการทับถมของตะกอนมีจำนวน 378 จุด รองลงมาคือ ตลิ่งพัง และการกัดเซาะของลำน้ำ มีจำนวน 285 จุด และปัญหาของวัชพืช มีจำนวน 257 จุด ตามลำดับ ส่วนการกีดขวางทางน้ำที่เกิดจากมนุษย์พบว่า มีจำนวน 1048 แห่ง เป็นร้อยละ 62 โดยปัญหาที่พบมาก 3 อันดับแรก คือปัญหาท่อลอดถนนที่ตัดลำน้ำมีจำนวน 152 จุด รองลงมาคือ ปัญหาการกีดขวางจากสิ่งปลูกสร้าง มีจำนวน 152 จุด และ ปัญหาสะพานมีหน้าตัดแคบเกินไปมี จำนวน 86 จุด ตามลำดับ ดังแสดงในรูปที่ 3

 

สาเหตุการกีดขวางทางน้ำ

ประเภทการกีดขวางทางน้ำ

รูปที่ 3 สาเหตุของการกีดขวางทางน้ำ และจำนวนตำแหน่งการกีดขวางทางน้ำ

 

4. การกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน

การสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชนประกอบด้วย 2 กิจกรรมได้แก่ กิจกรรม เสริมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม โดยสนับสนุนและส่งเสริมให้ชุมชนและหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมจัดทำฐานข้อมูลการกีดขวางทางน้ำ และกิจกรรมใช้ฐานข้อมูลที่ได้กำหนดรูปแบบของการวางแผนแก้ไขปัญหากีดขวางทางน้ำ เพื่อได้แผนงานเบื้องต้นสำหรับพื้นที่นำร่อง 25 ตำบล และแผนการพัฒนาและแก้ไขการกีดขวางทางน้ำของ 5 พื้นที่ต้นแบบ โดยใช้ความรู้ในทางวิชาการร่วมกับองค์ความรู้ของชุมชน ดังแสดงรูปที่ 4 โดยดำเนินตามขั้นตอน ดังนี้

กิจกรรมขั้นตอนที่ 1

จัดการประชุมชี้แจงและประชาสัมพันธ์โครงการ ในระดับอำเภอ25ครั้ง(อำเภอละครั้ง)  เพื่อชี้แจงและประชาสัมพันธ์โครงการ โดยมีภาคีการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์พัฒนาแม่น้ำ คูคลอง ประกอบด้วยผู้แทนจากชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการส่วนภูมิภาค และส่วนกลางเข้าร่วมประชุมและเสนอแนะข้อคิดเห็น เพื่อร่วมกันจัดทำฐานข้อมูลการกีดขวางทางน้ำ

กิจกรรมขั้นตอนที่ 2

การแก้ไขปัญหาการกีดขวางทางน้ำเบื้องต้นของพื้นที่นำร่อง 25 ตำบล (อำเภอละ 1 ตำบล) โดยใช้ผลจากแบบสำรวจปัญหาการกีดขวางทางน้ำที่ได้รับมาจากชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงได้คัดเลือกพื้นที่นำร่อง 25 ตำบล เพื่อวางแผนในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเชิงวิศวกรรมและสังคม การแก้ไขปัญหาเบื้องต้นของลำน้ำที่ถูกกีดขวางเป็นการออกแบบทางวิศวกรรม โดยการหาขนาดหน้าตัดที่เหมาะสมเพื่อการระบายน้ำหลากได้ทัน ซึ่งพารามิเตอร์ที่จำเป็น ได้แก่ ขนาดพื้นที่รับน้ำ ความลาดชัน และลักษณะทางกายภาพอื่นๆ ที่เหมาะสมที่เป็นข้อมูลจำเป็น

แนวทางการดำเนินงานของพื้นที่นำร่อง 25 ตำบล

  1. รวบรวมข้อมูลสถานการณ์/สภาพปัญหาการกีดขวางทางน้ำจากการลงพื้นที่ในการจัดประชุมของทั้ง 25 อำเภอ 204 ตำบลในจังหวัดเชียงใหม่
  2. เก็บรวบรวมแบบสำรวจการกีดขวางทางน้ำ จากองค์กรส่วนท้องถิ่น โดยขอความร่วมมือจากหน่วยงานกองช่าง เป็นผู้กรอกข้อมูลตำแหน่งและลักษณะการกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ พร้อมแนบรูปภาพประกอบ แบบสำรวจ 1 ชุดต่อ 1 จุดปัญหาของการกีดขวางทางน้ำ
  3. นำผลข้อมูลที่ 1 และ 2 มาพิจารณาคัดเลือก พื้นที่นำร่อง 25 ตามสภาพปัญหาการกีดขวางทางน้ำที่มีความรุนแรงในแต่ละตำบล
  4. ทีมวิศวกรลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลการกีดขวางทางน้ำตามจุดที่เป็นปัญหา ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่นและชุมชน เพื่อนำมากำหนดรูปแบบแนวทาง และวางแผนการแก้ไข
  5. นำข้อมูลจากแบบสำรวจการกีดขวางทางน้ำไปจัดทำฐานข้อมูลกลาง GIS เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูล ดังตัวอย่างผลการสำรวจในรูปที่ 5
     

แผนผังการแก้ไขปัญหาการกีดขวางทางน้ำโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน

รูปที่ 4  แผนผังการแก้ไขปัญหาการกีดขวางทางน้ำโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน

 

 รายละเอียดตำแหน่งที่ตั้งสภาพปัญหาการแก้ไขและรูปภาพหมู่บ้านเชิงดอย

รูปที่ 5 รายละเอียดตำแหน่งที่ตั้งสภาพปัญหาการแก้ไขและรูปภาพหมู่บ้านเชิงดอย

กิจกรรมขั้นตอนที่ 3

การดำเนินโครงการในขั้นตอนนี้เป็นการลงสำรวจพื้นที่และจัดประชุมเพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อจัดทำฐานข้อมูลการกีดขวางทางน้ำและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาในพื้นที่ โดยในขั้นตอนนี้ได้ทำการคัดเลือกพื้นที่ต้นแบบที่จะได้รับแผนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาในเชิงลึก มีแบบรายละเอียดการก่อสร้าง จำนวน 5 พื้นที่ และทำการศึกษาวิเคราะห์สภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่ทั้งในด้านกายภาพและปัญหาการกีดขวางทางน้ำที่เกิดขึ้น

สภาพปัญหาของ 5 พื้นที่ต้นแบบ

1. ลำห้วยชะเยือง  ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

ลำห้วยชะเยือง ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม เป็นลำห้วยที่ไหลลงมาจากดอยสุเทพและลอดคลองชลประทานแม่แตง แล้วแยกเป็น 2 เส้นทางโดยเส้นทางที่1 ไหลเลาะค่ายทหารกองพันพัฒนาที่ 3 มารวมกับเส้นทางที่ 2 ที่ไหลขนาบกับเขตโรงพยาบาลนครพิงค์ ซึ่งบริเวณหน้าค่ายทหารค่ายทหารได้มีการก่อสร้างท่อลอดข้ามถนนทางหลวงหมายเลข 107 อยู่ 2 จุด โดยตำแหน่งของท่อลอดทั้ง 2 จุด มีหน้าตัดไม่เหมาะสม เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก จะทำให้เกิดการเอ่อล้นขึ้นบนถนน

2. ลำห้วยแม่วาก ตำบลออนกลาง อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่

ลำห้วยแม่วาก พื้นที่หมู่ 4,5 และ 6 ตำบลออนกลาง อำเภอแม่ออน เป็นลำน้ำสาขาของลำน้ำแม่ออนมีการกีดขวางทางน้ำ เช่น ท่อลอด การสร้างถนนทับลำน้ำ การรุกล้ำลำน้ำโดยบ้านเรือนของประชาชน โครงสร้างฝายน้ำล้น และสะพานที่ไม่ได้มาตรฐาน

3. ลำห้วยแม่ท่าช้าง ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

ลำห้วยแม่ท่าช้างบริเวณ ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง เป็นลำน้ำที่มีพื้นที่รับน้ำขนาดใหญ่ โดยมีพื้นที่รับน้ำประมาณ 76 ตารางกิโลเมตร และมีปริมาณน้ำมากในช่วงฤดูฝน ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่จากอดีตพื้นที่เป็นพื้นที่การเกษตร  แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นพื้นที่ชุมชนเกิดปัญหาการกีดขวางทางน้ำ  

4.  ลำห้วย ลำห้วยฮอก ลำห้วยตาด ลำห้วยม่วง ลำห้วยบง ตำบลท่าผาอำเภอแม่แจ่ม

ลำห้วยปู่ซ่อม ลำห้วยฮอก ลำห้วยตาด ลำห้วยม่วง ลำห้วยบง ตำบลท่าผา อำเภอแม่แจ่ม อยู่ในพื้นที่ที่เริ่มมีการขยายตัวของชุมชน มีการพัฒนาสาธารณูปโภคอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการสร้างถนนเพิ่มขึ้นในหลายเส้นทาง แต่มิได้คำนึงถึงระบบระบายน้ำ อีกทั้งทางเทศบาลตำบลท่าผา ได้ทำการถมลำห้วยบางส่วนและสร้างเป็นถนนเพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรภายในหมู่บ้าน

5. ลำห้วยกาแล ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ลำห้วยกาแล ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง เป็นพื้นที่ที่มีชุมชนหนาแน่นและมีการรุกล้ำลำน้ำ จึงทำให้เกิดปัญหาการกีดขวางทางน้ำอย่างชัดเจน เช่น ท่อลอดข้ามถนนมีขนาดเล็กเกินไป การรุกล้ำของอาคารบ้านเรือน และการปิดเส้นทางเดินน้ำโดยการวางท่อลอดขนาดเล็กทดแทนลำน้ำเดิม

แนวทางการดำเนินงานของ 5 พื้นที่ต้นแบบ

แนวทางการแก้ไขปัญหาในเชิงลึกของการกีดขวางทางน้ำพื้นที่ต้นแบบ 5 พื้นที่ ได้มาจากการลงพื้นที่สำรวจและจัดประชุมในแต่ละพื้นที่ จำนวนพื้นที่ละ 3 ครั้ง เพื่อสอบถามความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากตัวแทนชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในปัญหาการกีดขวางทางน้ำ และทบทวนแผนการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น เพื่อให้ได้แผนการพัฒนาและแนวทางการแก้ไขปัญหาลำน้ำที่ถูกกีดขวางในเชิงลึก สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาได้จริงในพื้นที่และเป็นต้นแบบแก่พื้นที่อื่นๆ

                การลงพื้นที่ประชุม ครั้งที่ 1

  1. นำแผนการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น และสภาพการกีดขวางทางน้ำเสนอต่อชุมชน และหน่วยงานในท้องถิ่นเพื่อรับฟังความเห็นและแนวทางการแก้ไขปัญหาตามความต้องการของชุมชน
  2. กำหนดขอบเขตการแก้ไขปัญหาเชิงลึก โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน
  3. สำรวจรายละเอียดทางวิศวกรรมของสภาพพื้นที่ เช่น ความลาดชันของลำน้ำ ขอบเขตลำน้ำ หน้าตัดลำน้ำ ตำแหน่ง และสภาพปัญหาการกีดขวางทางน้ำ
  4. จัดทำแบบร่างการแก้ปัญหาการกีดขวางทางน้ำ โดยใช้หลักทางวิศวกรรมประกอบกับความคิดเห็นเพิ่มเติมจากชุมชน

                การลงพื้นที่ประชุม ครั้งที่ 2

  1. นำแบบร่างการแก้ปัญหาการกีดขวางทางน้ำเชิงลึก จากกการจัดประชุมในครั้งที่ 1 เสนอต่อชุมชน และรับฟังความคิดเห็นชุมชนในการออกแบบแก้ไขปัญหาเพิ่มเติมเพื่อให้การออกแบบมีความเหมาะสมและตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน
  2. พิจารณาปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการดำเนินการแก้ไขปัญหาตามแบบร่างการก่อสร้าง
  3. สรุปแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และสภาพสังคม ชุมชน เพื่อให้     สอดคล้องกับองค์ความรู้ของชุมชน
  4. จัดทำแบบการแก้ปัญหาการกีดขวางทางน้ำที่สมบูรณ์ พร้อมแผนงบประมาณของโครงการแก้ไขปัญหาการกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ต้นแบบแต่ละพื้นที่

                การลงพื้นที่ประชุม ครั้งที่ 3

  1. นำแบบรายละเอียดการก่อสร้าง ที่ได้จากการประชุมในครั้งที่ 2 และแผนงบประมาณการก่อสร้างเสนอต่อชุมชน โดยมีทางเลือกให้กับชุนชนในการแก้ไขปัญหาและรับฟังความคิดเห็นของชุมชนในการออกแบบแก้ไขปัญหาเพิ่มเติม
  2. พิจารณาปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการดำเนินการแก้ไขปัญหาตามแบบการก่อสร้าง
  3. สรุปแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และสภาพสังคม ชุมชน
  4. จัดทำแผนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาการกีดขวางทางน้ำที่สมบูรณ์โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ต้นแบบแต่ละพื้นที่

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดทำแผนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาการกีดขวางทางน้ำในเชิงลึก

วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ สภาพทางสังคม เนื่องจากกระบวนการแก้ปัญหาการกีดขวางทางน้ำนอกจากจะใช้วิธีการทางวิศวกรรมในการออกแบบโครงสร้างเพื่อให้เกิดความเหมาะสมแล้ว ยังจำเป็นต้องใช้กระบวนการทางสังคมและการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการวางแผน การปฏิบัติ การร่วมรับผลประโยชน์และการประเมินผลการปฏิบัติ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้น หากชุมชนมีการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็งและเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาการดูแลรักษา และการอนุรักษ์แม่น้ำคูคลองแล้ว  ก็จะส่งผลให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและเกิดความยั่งยืนในอนาคต

วัฒนธรรมชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น  กระบวนการแก้ปัญหาการกีดขวางทางน้ำจำเป็นต้องใช้วัฒนธรรมชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการบริหารจัดการ การดูแลรักษา และการอนุรักษ์แม่น้ำ คูคลอง เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเอง ลดการพึ่งพางบประมาณทั้งจากหน่วยงาน

ระบบการศึกษาและกระบวนการสร้างความรู้ความเข้าใจ หากแต่ละชุมชนมีการจัดระบบการศึกษาและกระบวนการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลรักษาและอนุรักษ์แม่น้ำ คูคลอง รวมถึงการปลูกฝังความตระหนักในคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ให้แก่คนในชุมชนได้ ก็จะสามารถสนับสนุนกระบวนการแก้ปัญหาการกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพ   วิสัยทัศน์และภาวะความเป็นผู้นำของผู้บริหารท้องถิ่น เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของการแก้ปัญหา และสนับสนุนให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง ส่งเสริมให้คนในชุมชน     มีความตระหนักในความรับผิดชอบร่วมกันต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ปัญหาในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ

นโยบายภาครัฐ/กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการแม่น้ำ คูคลอง รวมถึงการปฏิบัติใช้กฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดเขตการครอบครองที่ดินของประชาชนที่อาศัยอยู่ติดเขตลำน้ำ การออกเอกสารสิทธิ์ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและผู้นำชุมชนบางส่วนที่เอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลบางกลุ่มให้ปฏิบัติผิดกฎหมาย โดยไม่มีการควบคุมหรือบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและจริงจัง อาจส่งผลให้ปัญหาการกีดขวางทางน้ำกลายเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากยิ่งขึ้นและเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในอนาคต

5. ผลการดำเนินโครงการ

จากการดำเนินโครงการฯตามขั้นตอน สามารถจำแนกผลที่ได้ ออกเป็น 3 ส่วนงาน ดังนี้

  1. ฐานข้อมูลสารสนเทศ ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจังหวัดเชียงใหม่ได้เชื่อมโยงใช้งานผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยข้อมูลการกีดขวางทางน้ำที่จัดเก็บมาข้างต้นได้ถูกจัดเก็บในฐานข้อมูลด้วย โดยสามารถนำมาประยุกต์เป็นข้อมูลแผนที่ฐานในการแสดงผลข้อมูลเชิงพื้นที่ โดยพัฒนาร่วมกับข้อมูลแผนที่ฐานจังหวัดหรือแผนที่อื่นที่ทันสมัย หน่วยงานสามารถเชื่อมโยงข้อมูล โดยการป้อนข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตทั้งข้อมูลเชิงบรรยายและเชิงพื้นที่ได้โดยตรง และบันทึกข้อมูลกลับสู่ระบบฐานข้อมูลของส่วนกลางได้ทันที นอกจากนี้ยังสามารถสืบค้นข้อมูลของท้องถิ่นข้างเคียงเพื่อเปรียบเทียบหรือวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันโดยใช้ข้อมูลที่เป็นข้อมูลทันสมัยได้
  2. แผนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาการกีดขวางทางน้ำเบื้องต้น 25 พื้นที่นำร่อง โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน
  3. แผนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาการกีดขวางทางน้ำเชิงลึก 5 พื้นที่ต้นแบบ โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียด 2 ส่วน คือ

ส่วนที่ 1  ผลการออกแบบทางวิศวกรรมในการแก้ปัญหาเชิงลึก ของ 5 พื้นที่ต้นแบบประกอบด้วย

  • แบบรายละเอียดการก่อสร้าง
  • บัญชีแสดงรายการปริมาณวัสดุและราคาค่าก่อสร้าง(Bill of Quantities)
  • ค่าพิกัดควบคุมแนวทางก่อสร้างรางคอนกรีตเสริมเหล็ก

ส่วนที่ 2  ผลจากกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการกำหนดรูปแบบการวางแผนแก้ไขปัญหาการกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ต้นแบบ

ทั้งนี้จากผลของกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในแต่ละกิจกรรมที่ได้ดำเนินการตลอดทั้งโครงการ พบว่า กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนมีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการกำหนดรูปแบบการพัฒนาและแก้ไขปัญหาการกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ต้นแบบ โดยกระบวนการมีส่วนร่วมดังกล่าวส่งผลต่อประสิทธิภาพและความเหมาะสมของการจัดทำแผนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาการกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ต้นแบบ ในประเด็นดังต่อไปนี้

  1. การมีส่วนร่วมของชุมชนในแต่ละกิจกรรมทำให้ทราบถึงข้อมูลสภาพปัญหาในพื้นที่ได้อย่างครอบคลุมและทราบสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา รวมถึงความต้องการของชุมชนในการแก้ปัญหาในพื้นที่ต้นแบบ ส่งผลให้การสำรวจออกแบบทางวิศวกรรมทำได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  2. ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและพิจารณาเลือกรูปแบบและแนวทางการก่อสร้างที่มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสภาพปัญหาที่แท้จริงของชุมชน ลดปัญหา อุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นจากความเข้าใจและความต้องการที่ไม่ตรงกันในการดำเนินการก่อสร้างในอนาคต
  3. ชุมชนได้รับการชี้แจงให้เข้าใจถึงข้อจำกัดในการออกแบบทางวิศวกรรม กรณีที่การออกแบบแก้ปัญหาฯ ไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ทำให้ชุมชนเกิดการยอมรับและให้ความร่วมมือในแนวทางและการดำเนินการแก้ไขปัญหามากยิ่งขึ้น

6. ข้อเสนอแนะ

กระบวนการจัดทำแผนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาการกีดขวางทางน้ำจังหวัดเชียงใหม่ได้เปิดโอกาสให้ตัวแทนชุมชนและตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของกิจกรรม ซึ่งได้เข้ามาร่วมกันปรึกษาหารือ ร่วมกันจัดทำแผนฯและแสดงความคิดเห็น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาการกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน  โดยมีข้อเสนอแนะจากโครงการฯ ดังนี้

  1. ควรประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ปัญหาการกีดขวางทางน้ำมีประสิทธิภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  2. ควรประสานหน่วยงานเพื่อจัดระเบียบการใช้ พื้นที่ป่าไม้ และที่ดิน เพื่อลดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าอันเป็นสาเหตุสำคัญของการตื้นเขินของแหล่งน้ำในพื้นที่ราบลุ่ม
  3. ควรมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดสำหรับบุคคลใดหรือกลุ่มคนใดที่กระทำการอันส่งผลให้เกิดการทำลายแหล่งต้นน้ำและแหล่งน้ำที่ชุมชนใช้ประโยชน์
  4. ควรประสานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อดูแลปัญหาเรื่องของตลิ่งพัง การรุกล้ำพื้นที่ลำน้ำและการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินที่เกี่ยวข้องกับลำน้ำธรรมชาติและแหล่งต้นน้ำ
  5. ส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนในการบริหารจัดการและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนโดยเฉพาะด้านทรัพยากรน้ำ
  6. สนับสนุนองค์ความรู้และการใช้งานระบบสารสนเทศ
  7. ส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนฟื้นฟูวัฒนธรรมและภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการแก้ปัญหาการกีดขวางทางน้ำ   

นอกจากนี้ควรมีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่องในการใช้แผนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาการกีดขวางทางน้ำและระบบฐานข้อมูลทรัพยากรน้ำที่ได้จัดทำขึ้น เพื่อทำการปรับปรุงแก้ไขให้เป็นปัจจุบันและสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

7. เอกสารอ้างอิง

  • จังหวัดเชียงใหม่, “รายงานฉบับสมบูรณ์”, โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามโครงการอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลอง (ประจำปี 2554) ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่, กุมภาพันธ์ 2555
  • จังหวัดเชียงใหม่, “รายงานระบบฐานข้อมูลกีดขวางทางน้ำ จ.เชียงใหม่”, โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามโครงการอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลอง (ประจำปี 2554) ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่, กุมภาพันธ์ 2555